อาการผื่นคันกับลูกน้อย
A ผื่นคันเป็นขุยสีแดง หรือขาวซีด ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ เหลือผิวหนังเรียบๆ ตรงกลางวง
B จุดเล็กสีน้ำตาลแดงเป็นผื่น เริ่มที่หลังใบหู กระจายไปทั่วตัว มักเป็นหลังมีไข้ น้ำมูกไหล ตาบวมแดง
C ผื่นคันเป็นสีขาวขอบแดง เกิดขึ้นเป็นปื้นทั่วตัว มีอาการคันอย่างรุนแรง อาจมีอาการใบหน้าบวม
D ผื่นสีแดงหรือชมพู เริ่มจากลำตัวแล้วกระจายไปตามลำคอ แขน ขา มักเกิดหลังจากไข้ลดลงไปแล้ว
E ตุ่มแดงเป็นผื่น เริ่มจากหลังใบหูแล้วกระจายไปทั่วตัว ร่วมกับมีไข้ต่ำๆ ต่อมน้ำเหลืองที่คอบวม
F จุดสีแดงเล็กๆ บริเวณหน้าอก คอ แล้วกระจายไปทั่วตัว ปวดท้อง อาเจียน มีไข้และเจ็บคอร่วมด้วย
H ผิวหนังแห้งหยาบเป็นสะเก็ดและคัน เป็นผื่นแดง โดยเฉพาะบริเวณใบหน้า มือ ตามข้อพับ
I เป็นตุ่มพองเล็กๆ เริ่มขึ้นเป็นกลุ่มบนลำตัว แล้วกระจายไปทั่วตัว มีอาการคัน ปวดศีรษะและเป็นไข้
J เป็นตุ่มนูนสีแดงเจ็บและคัน มีรอยซีดตรงกลาง เมื่อมีอาการคันแล้วเกาจะเป็นผื่นนูนขึ้นมา
K ผื่นแดงขึ้นรอบทวารหนัก ลามไปแก้มก้น ขาอ่อน ผิวเป็นรอยอักเสบ และมีกลิ่นแอมโมเนียฉุน
L ผื่นแดงจางๆ บนใบหน้า ซอกคอ ไหล่ ข้อพับ ข้อศอก ขาหนีบ หัวเข่า ตัวแดง ผิวร้อน
M มีฝ้าขาวตามเพดานปาก กระพุ้งแก้ม ลิ้น แล้วจึงเกิดผื่นแดงรอบๆ ทวารหนัก แก้มก้น ขาหนีบ
N มีไข้ คอแข็ง เซื่องซึม ตาไม่สู้แสง ปวดศีรษะ และมีผื่นสีแดงคล้ำเกิดขึ้นมาทีหลัง
A…อาจเป็นกลาก
โรคนี้เกิดจากเชื้อรา เกิดขึ้นได้ทั้งที่ผิวหนังและหนังศีรษะ ถึงจะไม่ร้ายแรง แต่ก็ก่อให้เกิดความรำคาญเพราะอาการคันได้ทุกเมื่อค่ะ วิธีดูแล คือ แยกของใช้ของลูกจากคนอื่นในบ้าน ไม่ให้ลูกเกาหรือสัมผัสบริเวณที่เป็นพาลูกไปพบแพทย์เพื่อรับครีมทากำจัดเชื้อรา รวมทั้งคุณแม่ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่ทายาให้ลูกด้วย
B…อาจเป็นหัด
โรคนี้ติดต่อได้ง่าย ลูกจะรู้สึกไม่สบายคล้ายเป็นหวัด มีไข้สูงขึ้นเรื่อยๆ พร้อมมีจุดขาวๆ ขึ้นตามกระพุ้งแก้ม ตาแดง และเจ็บ แล้วจุดแดงก็เริ่มขึ้นตามใบหน้าและลำตัว วิธีดูแล คือ เช็ดตัวลดไข้ ถ้าลูกเคืองตาให้ประคบด้วยน้ำเย็น และให้ลูกดื่มน้ำให้มาก โดยจิบน้ำทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง ถ้าเป็นมากขึ้นควรพาลูกไปพบแพทย์ค่ะ
C…อาจเป็นลมพิษ
อาจเกิดจากการแพ้พืช อาหารทะเล การใช้ยาบางชนิด โรคนี้ไม่ร้ายแรง แต่ถ้ามีอาการบวมต้องรีบพาลูกไป พบแพทย์ เพราะถ้าบวมถึงช่องปากและลำคอ จะทำให้ลูกหายใจลำบาก วิธีดูแลลมพิษเบื้องต้น คือ อาบน้ำอุ่น ลดอาการคัน หลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้แพ้ ทาคาลาไมน์โลชั่นบรรเทาอาการ ถ้ายังไม่ดีขึ้นควรพาลูกไปพบแพทย์ค่ะ
D…อาจเป็นหัดกุหลาบ
หัดกุหลาบ หรือไข้ออกผื่น หรือส่าไข้ เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่พบได้เสมอในทารก และอาจทำให้เข้าใจผิดว่าเป็นหัด จะเริ่มจากมีไข้สูงอย่างรวดเร็ว จนอาจทำให้เกิดอาการชัก มีน้ำมูกไหลเล็กน้อยคล้ายหวัด อาจมีถ่ายเหลวร่วมด้วย วิธีดูแล คือ เช็ดตัวลดไข้ หรือให้กินยาลดไข้ตามแพทย์สั่ง และให้ลูกนอนพักจนกว่าจะดีขึ้น
E…อาจเป็นหัดเยอรมัน
เป็นโรคติดต่อจากเชื้อไวรัสที่ไม่ร้ายแรง จะมีผื่นแดงขึ้นหลังใบหู ลามไปที่หน้าผากคล้ายปื้นแดงๆ อยู่ราว 2-3 วัน และไม่มีอาการรุนแรงอื่นตามมา แต่จะมีอันตรายกับผู้ที่ตั้งครรภ์ที่อาจได้รับเชื้อต่อจากลูกได้ วิธีดูแล คือ ให้ลูกพักอยู่กับบ้าน ถ้ามีไข้สูงให้กินยาลดไข้ถ้าจะให้ดีฉีดวัคซีนช่วงวัย 9-12 เดือนจะช่วยป้องกันโรคนี้ได้ค่ะ
F…อาจเป็นไข้อีดำอีแดง
ต้องระวังโรคให้ดีแม้จะพบได้น้อย เพราะทำให้เกิดไตอักเสบแทรกซ้อนได้ โรคนี้เกิดจากเชื้อสเตรปโตค็อกคัสเหมือนทอนซิลอักเสบ โดยทำให้เจ็บคอ จะต่างกันที่มีผื่นขึ้นตามตัว แต่ไม่ขึ้นรอบปาก ต่อมทอนซิลบวมแดง มีไข้ อาเจียน ปวดท้อง วิธีดูแล คือให้นอนพัก เช็ดตัวและกินยาลดไข้ แล้วพาไปพบแพทย์ถ้าสงสัยว่าลูกเป็น
G…อาจเป็นผื่นเอ็กซีม่า
เป็นอาการแพ้ของผิว มักเป็นกับเด็กอายุ 2-3 เดือน หรือ 4-5 เดือน เกิดจากการกินอาหารบางชนิด เช่น นม ไข่ แป้งสาลีหรือสัมผัสขนสัตว์ ผงซักฟอก เมื่อเป็นก็มักมีอาการแพ้อื่นๆ ตามมา เช่น แพ้ฝุ่นละอองเกสร ยา หรือเป็นโรคหืด ส่วนโรคผื่นเอ็กซีม่า อีกชนิดหนึ่งจะเกิดกับผิวที่มีต่อมน้ำมันมาก เช่น ศีรษะ ช่องหูชั้นนอก จมูก ขาหนีบ ซึ่งจะคันมาก วิธีดูแล คือ ตัดเล็บให้สั้น สวมถุงมือผ้าเวลานอน ให้นมแม่แทนนมวัว ทาคาลาไมน์โลชั่นตรงที่คัน เลี่ยงสิ่งที่ทำให้ลูกแพ้ งดใช้สบู่ ทาครีมหลังอาบน้ำ ไม่เลี้ยงสัตว์ ใส่เสื้อผ้าเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย
H…อาจเป็นอีสุกอีใส
เป็นโรคติดเชื้อที่พบในเด็กเสมอ โดยจะมีไข้ต่ำ ต่อมาเกิดตุ่มใสๆ เป็นกลุ่มๆ ขึ้นบริเวณ ลำตัวก่อน แล้วลามไปที่แขนขา เมื่อเกิดตุ่มใหม่ขึ้น ตุ่มเก่าจะมีหนองแล้วตกสะเก็ด ระยะตกสะเก็ดจะคันและเกามาก วิธีดูแล คือ รักษาผิวหนังให้สะอาด อาบน้ำฟอกสบู่ให้ทั่วตัววันละ 2 ครั้ง ตัดเล็บให้สั้น อย่าให้ลูกเกาจนเป็นแผล เพราะจะทำให้แผลติดเชื้อ ทาคาลาไมน์โลชั่นบรรเทาอาการคัน แล้วเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูกบ่อยๆ เปิดผ้าอ้อมให้แผลแห้งและตกสะเก็ดเร็วขึ้น โดยไม่ลืมที่จะแยกลูกจากคนอื่นด้วยนะคะ
I…อาจถูกแมลงสัตว์กัดต่อย
ถ้าถูกแมลงกัดจะทำให้เกิดตุ่มนูนเจ็บคันบริเวณที่ถูกกัด ตุ่มมีลักษณะคล้ายลมพิษมีสีแดงมีรอยซีดตรงกลาง และจะหายไปในเวลา 3-4 ชม. ถ้าเป็นหมัดจากสัตว์เลี้ยงจะทำให้มีอาการคัน เมื่อเกาจะเป็นผื่นนูนขึ้นมาได้ วิธีดูแล คือ ทาคาไมน์์โลชั่น หรือครีมแก้แมลงสัตว์กัดต่อย เพื่อลดอาการระคายเคือง ไม่ให้ลูกอยู่ใกล้สัตว์เลี้ยง ทำความสะอาดบริเวณบ้าน พรม ม่าน เครื่องเรือน ที่นอนของลูกให้สะอาด อย่าให้มีแมลงไปอาศัยอยู่ด้วยนะคะ
J…อาจเป็นผื่นผ้าอ้อม
เป็นผื่นที่เกิดขึ้นกับผิวที่สัมผัสผ้าอ้อมผ้าหรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป ที่เปื้อนอึหรือฉี่นานเกินไป แบคทีเรียในอึจะทำให้ฉี่สลายตัวเกิดแอมโมเนีย จนเกิดการระคายเคืองต่อผิว ทำให้ผิวเป็นผื่นแดง แตกเกิดการอักเสบ วิธีดูแล คือ เปลี่ยนผ้าอ้อมทุกครั้งที่ลูกฉี่หรืออึ ทำความสะอาดผิวให้แห้ง แช่ผ้าอ้อมผ้าด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคก่อนซักด้วยน้ำร้อนจนสะอาด ตากแดดจัดๆ ถ้าใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปควรเลือกชนิดป้องกันการไหลย้อนกลับ เพื่อช่วยให้ ฉี่ลูกซึมลงไปด้านล่าง ทำให้ส่วนบนแห้ง จะช่วยให้ไม่แฉะก้นลูกด้วยค่ะ
K…อาจเป็นผด
ผดมีลักษณะเป็นผื่นสีแดง มักเกิดจากการที่ร่างกายมีเหงื่อออกมามากเนื่องจากมีความร้อนมากเกินไป โดยจะขึ้นในบริเวณที่มีต่อมเหงื่อมาก เช่น ใบหน้า ซอกคอ ไหล่ ตามข้อพับ ขาหนีบ เด็กทารกมักเป็นผดกันมาก เพราะต่อมเหงื่อยังไม่พัฒนาเต็มที่ วิธีดูแล คือ อย่าสวมเสื้อผ้าหนาๆ เช่น ผ้าขนสัตว์ ผ้าใยสังเคราะห์ แต่ควรสวมเสื้อผ้าโปร่งๆ เช่น ผ้าฝ้ายที่ซับเหงื่อได้ดี และไม่ทำให้ร่างกายลูกร้อน เมื่ออากาศอบอ้าวควรอาบน้ำให้ลูกบ่อยๆ รวมทั้ง จัดห้องให้ลูกอยู่ในอากาศที่เย็นสบาย ถ่ายเทได้ดี
M…อาจเป็นเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
เป็นการอักเสบของเยื่อที่ปกคลุมเนื้อสมองและไขสันหลัง สาเหตุเกิดได้จากเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย ถ้าเป็นเชื้อไวรัสที่พบบ่อย คือ การเป็นคางทูม ซึ่งจะหายได้เองไม่เป็นอันตรายค่ะ โดยลูกจะได้รับ ยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการจากแพทย์ แต่ถ้าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียจะมีอันตร ายมากกว่า โดยเฉพาะถ้าเกิดกับทารกจะวินิจฉัยได้ค่อนข้างยากเพราะลูกจะยังไม่สามารถบอกอาการได้ ดังนั้นถ้าเห็นว่าลูกมีอาการเป็นไข้ คอแข็ง ตาไม่สู้แสง มีผื่นสีแดงคล้ำรีบพาไปพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยทันทีนะคะ เพราะโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะ
L…อาจเป็นผื่นคันจากเชื้อราแคนดิดา
ปกติเชื้อรานี้ถูกควบคุมโดยแบคทีเรียในลำไส้ จึงไม่ก่อให้เกิดอาการนี้ แต่เมื่อเชื้อราและเชื้อแบคทีเรียที่อาศัยอยู่ร่วมกันถูกรบกวนจนเสียสมดุล ทำให้เกิดความผิดปกติของระบบทางเดินอาหาร ที่พบบ่อย คือ เยื่ออ่อนในปากเกิดฝ้าหนาสีขาวตามเพดานปาก กระพุ้งแก้ม ลิ้น เชื้อรานี้ยังทำให้เกิดผื่นแดง คันบริเวณทวารหนัก ลามไปที่ก้น ขาหนีบ ซึ่งมักทำให้สับสนกับผื่นคันจากโรคผื่นผ้าอ้อม วิธีดูแล คือ ใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นพอหมาดพันรอบนิ้วแล้วเช็ดฝ้าออกเบาๆ ถ้าไม่ออก แสดงว่าเป็นฝ้าจากเชื้อรานี้ ซึ่งควรพาลูกไปพบแพทย์โดยเร็ว ส่วนการดูแลอื่นๆ คือ เตรียมอาหารค่อนข้างเหลว และรสไม่จัดให้ลูก อาหารที่ร้อนไป ควรทำให้อุ่นลงก่อน รักษามือลูกให้สะอาด เพื่อไม่ให้เชื้อกระจายจากทวารหนักมาสู่ปากและปล่อยให้ก้นลูกสัมผัสกับอากาศให้มากด้วยค่ะ
Mother&Care Vol.5 No.57 September 2009


